วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552
พูดเปรียบเปรย คิดเปรียบเทียบ
รู้แต่กระทบกระเทียบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ
ผมเองชอบคิดเปรียเทียบไปเรื่อย..
คิดเปรียบเทียบข้อดีของมันก็คือช่วยให้เราเดาบางสิ่งที่ไม่รู้และเป็นหนึ่งในกระบวนที่มนุษย์ใช้เพื่อสร้างความรู้และจินตนาการ(เปรียบเทียบเพื่ออนุมาน, เปรียบเทียบคุณลักษณะ)
หรือการพูดเปรียบเปรยอาจช่วยให้เข้าใจภาพได้ง่ายขึ้นและเป็นการทำให้ผู้ฟังสนใจและจินตนาการตาม
ในงานประพันธ์การเปรียบเปรย และพรรณาเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างอารมย์ความรู้สึกให้แก่ผู้อ่านได้ดี
การเปรียบเปรยหรือเปรียบเทียบนั้นเหมือนกับการเลือกโมเดลขึ้นมาเพื่ออธิบายหรือทำนายปรากฏการบางอย่าง ในทางวิทยาศาสตร์เมื่อพูดถึงการเลือกโมเดล ก็ต้องพูดถึงความแม่นยำและความถูกต้องของโมเดล ความถูกต้องวัดโดยการที่โมเดลสามารถอธิบายด้วยทฤษฎีได้ หรือโมเดลอาจอธิบายปราฎการณ์ได้เกือบทุกครั้งเมื่อทำการทดลองด้วยจำนวนครั้งที่มากพอ
ส่วนความแม่นยำอาจวัดด้วยความผิดพลาดของผลจากการทำนายกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ภายในเงื่อนที่กำหนดเช่น ขอบเขตของอินพุต สภาพแวดล้อมเป็นต้น การที่โมเดลแม่นยำเฉพาะในขอบเขตที่กำหนด และเสียความแม่นไปเมื่อออกนอกขอบเขตเรียกเป็นศัพท์ฝรั่งว่า overfitting คือฟิตเกินไป ไม่ใช่คับแก้ว ไม่ใช้ฟิตปั้ง
เวลาเจอคนที่ชอบพูดเปรียบเปรยเก่งๆ บ่อยๆ พูดน่าฟัง ฟังแล้วเข้าใจ ฟังแล้วคิดตามได้เหมือนได้ฟังผู้รู้ในเรื่องนั้นเป็นอย่า่งดี แต่มีข้อระวังอยู่คือ บางทีเราถูกกระตุ่นด้วยความแจ่มแจ้ง ถูกชักจูงด้วยภาษา หรือหลอกให้คิดคล่อยตาม ทั้งที่ความจริงอาจไม่เป็นดั่งที่เปรียบ เหมือนกับการเลือกแบบจำลองย่อมมีความผิดพลาดได้ หรือแม้แต่ไปคนละทางถึงแม้ในตัวอย่างที่พูดนั้นจริง
ใครที่ชอบดูรายการวิเคราะห์ทีคอยหยิบเรื่องนู้นมาเรื่องนี้มา แล้วใช้การเปรียบเทียบบ่อยๆ พูดเสียดสีบ่อยๆ ให้รีบกลับไปทบทวนวิชาพุทธศาสนาก่อน ก็เห็นเป็นดี
บทเรียน จากการเขียนคอมเมนท์
ทำให้ได้บทเรียนกลับมาอย่างรวดเร็ว
หากไม่ระวัง สะกดคำผิด ตกไม้เอก สระอา คำอาจเปลี่ยนความหมายไป
หรือถ้าเขียนคำง่ายๆผิด ก็อาจโดนมองว่าเกรียนได้
แต่ที่แย่ที่สุดเห็นจะเป็นตอนที่ เราคิดประโยคเด็ดเสียดแทงใจคนได้นี้แหล่ะ
พอมาคิดได้รู้สึกผิด อยากจะแก้ก็สายไปเสียแล้ว
เพราะพึ่งรู้ว่าคอมเมนท์นั้นแก้ไม่ได้
พอเริ่มมีความคิด ก็เริ่มอยากเขียน
ความใฝ่ฝันเอย อนาคตเอย แม่ของฉันเอย
ยิ่งวิชาภาษาอังกฤษนี้ไม่ต้องคิด
ความไม่ถนัดในการเขียน หรือพูด ของผมอาจมาจากเหตุนี้
ช่วงนี้กำลังเรียนเรื่องเกี่ยวกับระบบที่เอาอินพุตใส่เข้าไป จากนั้นถ่ายเอาต์พุตออกมา
แล้วก็จับเอาต์พุตมายำๆกับอินพุต แล้วกินเข้าไปใหม่ ตัวระบบก็มีการเปลี่ยนแปลงจากของที่กินเข้าไป
มาคิดๆดูการเขียนเรื่องราวเล่าสิ่งที่ตนคิดออกมาให้คนอื่นๆรับรู้ และการรับรู้ความคิดของคนอื่นต่อความคิดของเรา หรือความคิดของคนอื่นในเรื่องที่เราคิดก็มีประโยชน์อย่างมากทีเดียว
จริงๆก็อยากเขียนblog มาหลายปีแล้วแต่ไม่มีโอกาสเริ่มซักที
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Easter Island and one theory of the Reonui
Here's one theory of the story
of the Rapanui,
the inhabitants of Easter Island,
that could perhaps
give us pause for thought.
Living on the most isolated island
in the world,
the Rapanui exploited their resources
until there was nothing left.
Their civilization did not survive.
On these lands stood
the highest palm trees in the world.
They have disappeared.
The Rapanui
chopped them all down for lumber.
They then faced
widespread soil erosion.
The Rapanui could no longer go fishing.
There were no trees to build canoes.
Yet the Rapanui formed one of the most
brilliant civilizations in the Pacific.
Innovative farmers, sculptors,
exceptional navigators,
they were caught in the vise of
overpopulation and dwindling resources.
They experienced social unrest,
revolts and famine.
Many did not survive the cataclysm.
The real mystery of Easter Island is not
how its strange statues got there,
we know now.
It is why the Rapanui
didn't react in time.
It's only one of a number of theories,
but it has particular relevance today.
วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552
มนุษย์สิ่งมีชีวิตในสามมิติ
มีโอกาสได้ดูอนิเมชัน เรื่อง “Imagining the Tenth Dimension”
ทำให้นึกไอเดียเปรียบเทียบได้อย่างหนึ่ง
ก่อนอื่นต้องให้ชินจิตนาการณ์ถึงสัตว์ในสองมิติก่อน เราจะเรียกมันว่า มนุษย์ตัวแบน
ข้อจำกัดของมนุษย์แบนคือต้องมีลำตัวติดกันเป็นก่อนเดียว ทำให้มันไม่สามารถมีระบบทางเดินอาหารได้เพราะทางเดินอาหารจะแบ่งตัวมันเป็นสองซีก
คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับมนุษย์ตัวแบนก็คือ
ทางหนึ่งก็คือเรากำหนดระนาบหนึ่งที่ตัดผ่านตัวมนุษย์ แล้วโยนส่วนที่อยู่บนระนามไปบน โลกของมนุษย์ตัวแบนผลก็คือมันจะเห็นมนุษย์เป็นภาพตัด
ส่วนอีกทางคือเราโปรเจคมนุษย์ลงไปบนโลกของมนุษย์ตัวแบน ซึ่งจะทำให้มันเห็นเราเป็นรูปถ่ายใบนึง
คราวนี้ลองมาจินตนาการณ์ถึงสัตว์ในสี่มิติดูบ้าง
มิติที่สี่ในกรณีคือเวลา เราอาจจินตนาการณ์สัตว์ในสี่มิตินี้ เป็นมนุษย์ที่นำทุกช่วงเวลาตั้งแต่เกิดจนตายมาต่อกัน
กลายเป็นมนุษย์งู มนุษย์งูมองเห็นกันเองโดยรู้ความเป็นไปตั้งแต่ต้นจนจบ มันจะเห็นจุดจบของเพื่อนของมันว่าจะตายอย่างไร ณ ขณะหนึ่งและเมื่อมันเลือกตัดสินใจทำอะไรบางสิ่ง มนุษย์งูทั้งตัวนั้นก็จะเปลี่ยนรูปร่างไป
เช่นกันกันกับมนุษย์ตัวแบน เวลาเรามองสัตว์ในสี่มิติอย่างมนุษย์งู ก็สามารถมองได้สองแบบ
โดยทั่วไปเราจะมองเห็นเป็นภาคตัดของมนุษย์งู นั้นคือเราเห็นเฉพาะปัจจุบันของเราเท่านั้น
แต่บ่อยครั้ง เราก็สามารถมองเป็นรูปโปรเจคชั่นของสัตว์สี่มิติได้ ทำให้เราสามารถเลือกตัดสินใจไดเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามรูปที่เกิดจากการโปรเจคชั่นนั้นก็มีส่วนที่ถูกบังไม่สามารถมองเห็นได้ และยิ่งส่วนที่ลึกลงไปก็ยิ่งถูกเงาบังมากยิ่งขึ้น
มนุษย์มีความสามารถในการทำนาย เราศึกษาและทำความเข้าใจถึงขีดความสามารถนี้ อย่างไรก็ตามมนุษย์เคยชินและชอบที่จะมองแบบภาคตัดมากกว่า
เป็นสิ่งดีที่เราไม่รู้อนาคต มันทำให้เรายังเป็นเราอยู่
คงไม่มีใครที่ชอบทำตัวเป็นโปรแกรมที่ถูกกำหนดอินพุตไว้แล้วหรอกจริงไหม?
image from [http://www.madsci.org/~lynn/VH/sagittal.html]
เกล็ดวิทยาศาสตร์? ลิงโบราณ และนิทานสอนเด็ก
ศาสตราจารย์ฟาเกะ ผู้มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น ด้านการศึกษาสัตว์โบราณ มีอยู่เคสหนึ่งน่าสนใจท่านเลยเอามาเผยแผร่ทางอินเทอร์เน็ต [http://www.fake.co.jp]
เป็นเรื่องของลิงสายพันธ์หนึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีก่อน
ลิงชนิดมีชื่อเรียกว่า ลิงสามส่วน ลักษณะของมันไม่ได้ต่างจากลิงในปัจจุบันนัก แต่จากหลักฐานที่พบ พบว่าลิงชนิดนี้มีความชาญฉลาดคล้ายมนุษย์ในปัจจุบัน สามารถล่าสัตว์อื่นโดยใช้หอกเป็นเครื่องมือ
ชื่อของสายพันธ์ตั้งมาจากการที่มันมีสมองแยกกันอยู่ถึงสามส่วน
ส่วนนึงเป็นสมองหลักทำหน้าที่วางแผนและออกคำสั้ง
ส่วนต่อมาอยู่ที่ระบบประสาทซึ่งหลักทำหน้าที่ส่งคำสั่งไปยังส่วนต่างๆ
และอีกส่วนอยู่ที่กล้ามเนื้อ ทำให้ทั้งสามส่วนมีความคิดเป็นของตัวเอง ทั้งสามส่วนทำงานและอยู่ร่วมกัน โดยหาอาหารจากการล่าสัตย์อื่น
มียุคหนึ่ง อาหารที่หาได้เริ่มไม่เพียงพอ เนื่องจากอาหารมีปริมาณลดลงการจับสัตย์ก็ยากมากขึ้น
จนวันนึง ขณะที่ลิงกำลังขว้างหอกเพื่อจะจับกวางตัวนึง
สมองได้ทำการคำนวณความแรงและมุม ส่งให้ระบบประสาท ระบบประสาดเกิดตื่นเต้นมากไป เลยส่งคำสั่งต่อให้กล้ามเนื้อช้าลงเสี้ยววินาที กล้ามเนื้อทำงานพลาดโดยขว้างหอกโดยออกแรงตกไป 0.5 มิลลินิวตัน
ผลก็คือมื้อนั้นลิงก็ไม่สามารถจับกวางได้ อดอาหารไปอีกมื้อหนึ่ง
“ตอนนี้ข้ารับสารอาหารไม่พอแล้วนะ” กล้ามเนื้อบ่นหลังกลับมาที่ถ้ำ
“ยังจะมาพูดอีก เมื้อกี้นี้ ถ้าแกไม่ออกแรงน้อยไป หอกก็คงเสียบกลางหัวกวางพอดี”
“ก็ข้าได้รับพลังไม่พอ แล้วเจ้าหล่ะมีหน้าที่คิด แต่ทำไมไม่คิดเพื่อเรื้องนี้บ้าง”
“ก็แกไม่ได้บอกข้านิว่าไม่มีแรง ข้าจะไปรู้ได้ไง”
“แกได้รับอาหารมากที่สุดเลยนะแค่นี้คิดไม่ได้เหรอ น่าผิดหวังจริงๆ”
สมองกับกล้ามเนื้อเริ่มทะเลาะกันรุนแรง
“อย่าใช้อารมณ์สิมีเหตุผลกันหน่อยคุยกันดีๆ” ประสาทว่า
“แล้วที่เจ้าหล่ะส่งคำสั่งช้า” สมองโต้
“ถึงข้าจะข้วางพลาดไป แต่ถ้าทำเร็วกว่านี้ก็ยังน่าจะโดนหล่ะ” กล้ามเนื้อเสริม
ร่างกายของลิงทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนกล้ามเนื้อเริ่มทนไม่ได้ บังคับแขนตัวเองกำลังจะตีไปที่สมอง
พอดีมี ลิงอีกสายพันธ์ผ่านมาพอดี สมองจึงเสนอให้คนนอกเข้ามาช่วยตัดสิน
สมองก็เล่าเรื่องราวและเหตุผลให้ลิงอีกตัวฟัง
พอเล่าจบลิงตัวนั้นก็ชี้ไปที่หน้าของผู้ตั้งคำถาม
แล้วตอบว่า “แก”
เหตุการณ์ตอนนี้มีอยู่สองทษฤฎี ที่อธิบายว่าทำไมลิง สามส่วน จึงหายไปจากโลก
1 ทฤษฎีแรกมีอยู่ว่า
เมื่อส่วนกล้ามเนื้อได้ฟังคำตอบแล้ว ก็คิดว่าลิงอีกตัวบอกว่าส่วนสมองผิดจึงทำร้ายสมอง ลิงตัวอื่นๆในสายพันธ์นี้รู้เรื่อง ส่วนต่างๆก็เริ่มแบ่งกลุ่ม และทะเลาะกัน จนในที่สุดลิงไม่สามารถคุมตัวเองได้ และสูญพันธ์ไปในที่สุด
2 อีกทฤษฎีนึงมีอยู่ว่า
เมื่อลิงได้ยินคำตอบคำตอบแล้ว ก็รู้สึกโกรธขึ้นมาพร้อมกัน เพราะโดนกล่าวหาว่าตนผิด จึงร่วมใจกันหยิบหอกแทงลิงอีกตัวตายและกินเป็นอาหาร และต่อมาลิง b เกิดวิวัฒนาการเพื่อปรับลดความขัดแย้งในร่างกายลง จนกลายมาเป็นสายพันธ์บรรพบุรษของมนุษย์ในปัจจุบัน
ศาสตราจารย์ฟาเกะยังเล่าต่ออีกว่า ล่าสุดพบหลักฐานว่าลิงสามส่วนนั้นยังมีอีกส่วนที่มีสมองแยกออกมานั้นคือส่วนกระดูก แต่ส่วนกระดูกมีปริมาณสมองน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็น
โฮม,เรื่องที่อยากพูด และงาน comkucamp

เมื่อต้นเดือนนี้ ได้มีโอกาสดูเรื่องโฮม(HOME) ทาง youtube
ดูยังไม่จบก็ประทับใจ พอดูจบก็ยังประทับใจอยู่ ถึงจะฟังไม่รู้เรื่องบ้าง
อ่านsubไม่รู้เรื่องบ้าง
พอดูจบรู้สึกว่าเลือดอนุรักษ์ มันข้นขึ้นมาทันที (รู้สึกร้อนๆหนาวๆ)
เรื่องผ่านมาประมาณหนึ่งสัปดาห์พอดีน้องที่ภาคจะจัดงาน comkucamp
ผมเลยอยากลองเอาเรื่องนี้ไปพูดดู ฉะนั้นผมจึงเริ่มหาข้อมูลเพิ่มเติมและ
ชวนเพื่อนอีกสองสามคน เพื่อช่วยคิดเรื่องที่จะพูด
หลังจากค้นข้อมูลผ่านgoogleอยู่พักนึง
ก็ไปเจอเรื่องของ Al gore รองประธานาธิปดีของอเมกา
(ไม่รู้จักมาก่อน) เกี่ยวกับหนังแนวเดียวกัน แต่ออกมาเมื่อ
สองสามปีก่อน An Inconvenient Truth
ข้อมูลที่ได้ซุ่มอ่านจากผลค้นหา กับ video ใน youtube
ในแนวลบ
บางคนรู้เรื่องนี้มาก่อนก็อาจอยากคัดค้าน
แต่ผมไม่มีข้อมูลเรื่องนี้เลยจริงๆ รวมถึงเรื่องปัญหา climate change , global warming, etc...
ผมค้นหาข้อมูลต่อไปจนรู้เรื่องที่เมื่อปีก่อน Al gore ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่นั่นสาเหตุ
คิดว่ามาจากการที่ทำให้คนตื่นตัวในเรื่องโลกของเราได้อย่างดีเยี่ยม
อย่างไรก็ตามก็ยังมีกลุ่มคนที่แย้ง ไม่เห็นด้วย ในเรื่องปัญหาโลกร้อน ทั้งมีเหตุผลและไม่มีเหตุผล
ที่มีเหตุผลนั้นอาจจะด้วยเหตุผลส่วนตัว หรือข้อมูลและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
รูปแบบนี้ทำให้นึกถึงสถานการณ์ในประเทศในช่วงที่ผ่านมา(จนถึงช่วงนี้)
ผมจึงได้ไอเดียเอาหัวข้อนี้ไปถกกันในงาน จุดประสงค์เพื่อ
1 บอกคนอื่นๆให้คิดถึงปัญหาโลกร้อน รวมกว้างๆเป็น ปัญหาของมนุษย์ในเรื่องสิ่งแวดล้อม
หลายๆคนได้ยินปัญหานี้มานานจนปรับตัวไปกลับมันได้แล้ว ผมอยากลองให้ถามตัวเองใหม่อีกที ลองศึกษาข้อมูลแล้วตั้งคำถามกับตัวเองอีกคำถาม เราใส่ใจที่จะแก้ปัญหารึพอรึเปล่า? หรือ คิดว่าเราโดนหลอกรึเปล่า?
2 อยากจะชี้ประเด็นเรื่องการรับข้อมูล คุณจะเชื่อข้อมูลที่ได้มานั้นมากน้อยแค่ไหน คุณระวังตัว หรือเป็นเหยื่อ
เป็นเครื่องมือของคนอื่นหรือไม่
3 อยากจะเสนอถึงสาเหตุของปัญหาโลกร้อนในแง้มุมนึง ความยากของปัญหา และการแก้ปัญหา
ทบทวน วิชาพุทธศาสนา

หนึ่งในหัวข้อที่ผมจำได้ติดหัวจากวิชาพุทธศาสนา ที่ผมไม่ชอบเรียนเอามากๆคือ
"หลักกาลามสูตร"
ไม่ใช้เพราะตั้งใจเรียน ชม.นั้น แต่เพราะความแปลกประหลาดของมัน
ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากาลามมาจากอะไร
สิ่งที่ติดใจอยู่ที่คำสอน ถ้าจำไม่ผิดมี 20 ข้อ(อันนี้มาจากความสงจำสมัยเรียน)
จริงๆไม่ได้จำทั้งหมดทุกข้อ แต่ที่ติดคาในใจ คือ
*จำไม่ได้ว่า มีคำว่าอย่าเพิ่งอยู่รึเปล่า
1 อย่าเชื่อครูบาอาจารย์
2 อย่าเชื่อตำรา
3 อย่าเชื่อเพราะคิดตามเหตุผล
4 อย่าเชื่อเพราะมีรูปแบบที่น่าเชื่อ
และอื่นๆ
ที่เขียนเรื่องนี้ไม่ใช่จะมาพูดแอนตี้ศาสนา แต่จะมาชี้ความยอดเยี่ยมอย่างนึงที่คุณจะได้จากศาสนาพุทธ
ที่ผมเขียนนั้นอาจไม่ตรงกับตำราแต่พยายามเน้นให้เห็นความลึกซึ้งของมัน
ผมจะไม่อธิบายอะไรต่อ แต่มี แบบทบทวน จากสองเว็บ สองแนวที่น่าจะดีต่อผู้อ่านทุกคน อย่างน้อยจะได้ระลึกถึงอตีต.. สิ่งที่ได้เรียนมา
อันแรกนี้จาก
[http://www.dopa.go.th/religion/tammar.html ]
กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 หมายถึง วิธีปฎิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร
- (มา อนุสฺสเวน)อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา
- (มา ปรมฺปราย)อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา
- (มา อิติกิราย)อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
- (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์
- (มา ตกฺกเหตุ)อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก
- (มา นยเหตุ)อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน
- (มา อาการปริวิตกฺเกน)อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
- (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
- (มา ภพฺพรูปตาย)อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
- (มา สมโณ โน ครูติ)อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา
อันนี้เพิ่ม ฉบับปรับปรุง มาจาก ไร้สาระนุกรมเสรี [http://th.uncyclopedia.info/wiki/กาลามสูตร]
สองข้อต่อไปนี้ถูกต่อเติมเพื่อให้เหมาะกับสภาพสังคมอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน
๑๑.มา ฟอเวิดเมวยะ โนเคนะ อย่าได้เชื่อถือโดยเห็นว่ามาจาก Forward Mail
๑๒.มา เวปบอดิยะ โนเคนะ อย่าได้เชื่อถือโดยเห็นว่ามาจาก เวปบอร์ดชื่อดัง
ที่เหลืออีกสี่ข้อถูกต่อเติมเพื่อให้เหมาะกับสภาพสังคมประเทศเทยในปัจจุบัน
๑๓.มา แม้วายะ อย่าเชื่อตามที่คนที่มีหน้าลักษณะเหลี่ยมๆ พูดออกมา
๑๔.มา ตาลิมายะ อย่าเชื่อตามที่คนที่มีหน้าลักษณะกลมๆ พูดออกมา
๑๕.มา จตุคอแรเทพา อย่าเพิ่งเชื่อว่าจตุคอร์แรงเทพ จะแรงสมกับชื่อจริงๆ
๑๖.มา มักกะ อย่าเชื่อตามที่คนที่มีจมูกบวมๆ พูดออกมา
กาลามสูตรยุค 2006-2007
- ๑.กะทิ อนุสสเวนะ อย่าเพิ่งเชื่อกะทิ
- ๒.แมวนะ ปรัมปายะ อย่าเพิ่งเชื่อเผ่าแม้ว
- ๓.สะระยวย อิติกิรายะ อย่าเพิ่งเชื่อสรยวย
- ๔.สุระยวย อาการปริวิตักเกนะ อย่าเพิ่งเชื่อสุรยวย
- ๕.พะริกะ ตักกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อคลิปน้องพริก
- ๖.วิเกรียนนะ นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อวิเกรียนพีเดีย
- ๗.ฝะระนะ ปิฏกสัมปทาเนนะ อย่าเพิ่งเชื่อฝรั่ง
- ๘.อะสะตะนะ ทิฏฐินิชฌานักขันติยา อย่าเพิ่งเชื่อทฤษฏีสัมพัทธภาพของอะสะตะนะ
- ๙.ถุยะนะ ภุพพรูปตายะ อย่าเพิ่งเชื่อมั่นในถุงยางว่าปลอดภัย
- ๑๐.อะซะโคพินะ สมโณ โน จงเชื่อในอันไซโคลพีเดีย
กาลามสูตรยุค 2008
- ๑.หมักกลาวะกะ มีตังนะยะ อย่าเพิ่งเชื่อว่าหมักจะทำให้เรามีตังค์ใช้จริง
- ๒.รุปานะ มา นายากะนะ อย่าเพิ่งเชื่อว่าคนหน้าตาดีจะเป็นคนไม่ดีไม่ได้
- ๓.ระถะยะ นาพามายะ อย่าเพิ่งเชื่อว่าคนขับรถถังจะไม่ขับรถถังเล่นอีกรอบ
- ๔.ฝะระนะ ปิฏกสัมปทาเนนะ อย่าเพิ่งเชื่อฝรั่งมังค่า (ชาวต่างชาติ)
- ๕.มา ไอซีทะ ตักกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อในกระทรวงไอซีที
- ๖.มา วะทะนะ ตักกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อในกระทรวงวัฒนธรรม
- ๗.ถุยะนะ ภุพพรูปตายะ อย่าเพิ่งเชื่อมั่นในถุงยางว่าปลอดภัย
- ๘.วิเกรียนนะ นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อวิเกรียนพีเดีย
- ๙.มึเกิลอะนะ สมโณ โน จงเชื่อในมึงเกิล
- ๑๐.ไรสะระนุโกมะ สมโณ โน จงเชื่อในไร้สาระนุกรม
มีแถมแบบที่แปลคำสอนเป็นภาษาอังกฤษ

