วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไทยกับเป็นไท

ไทยจะเป็นไทได้อีกนานแค่ไหน และเมื่อไหร่คนไทยถึงจะเป็นไท
กลุ่มชน
เชื่อชาติ
ประเทศ
ผู้มีอำนาจ
ผู้บริหาร
ประชาชน
สงคราม
การเปลี่ยนแปลง
การปรับปรุง
การพัฒนา
มนุษย์
การศึกษา
การควบคุม
วิัวัฒนาการ
ปัญหา

ไม่น่าเกิดร้อยปี

[not complete]

ฉัน กับ โต้ะทำงาน


ลบการจัดรูปแบบจากส่วนที่เลือก

แนะนำการใช้ระบบสารสนเทศของสำนักหอสมุด ม.เกษตร

วันนี้มีโอกาสไปพูดคุยกับบรรณารักษ์ที่หอสมุดมา คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

ม.เกษตร มีระบบสืบค้นงานตีพิมพ์ และวิทยานิพนธ์อยู่โดย สามารถเข้าถึงได้ผ่านเพ็จหอสมุด lib.ku
บางส่วนเป็นทรัำพยากรที่ต้องเป็นนิสิตหรืออ. เท่านั้นจึงจะเข้าถึงได้ โดยจะแนะนำนี้มีอยู่สามข้อ

แรกสุดค้นหนังสือ,วรสาร หรือ วิทยานิพนธ์ของม.เกษตร สามารถค้นได้จาก เมนูด้านบนลำดับที่สี่ "ค้นหาทรัพยากรณ์ห้องสมุด" ซึ่งสามารถผลค้นหาจะมาจากทุกๆห้องสมุดในทุกวิทยาเขต เช่น หอกลางบางเขน ห้องสมุดวิศว/วิทยา เป็นต้น

อันที่สองคือฐานข้อมูล สำหรับค้นหางานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ และฐานข้อมูลอื่นๆมี(ebook ด้วยแบบไม่ใช่ pdf) เมนูอยู่ด้านบนซ้ายสุด "ฐานข้อมูล"
เมื่อเข้าไปจะมีเมนูย่อยอยู่ 10 อัน
  1. ฐานข้อมูลทั้งหมด (A-Z)
  2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
  3. วารสารอิเล็กทรอนิกส์
  4. ฐานข้อมูลตามสาขาวิชา
  5. วิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์
  6. ฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้นเอง
  7. ฐานข้อมูลสหบรรณานุกรม (Union Catalog) โครงการ ThaiLIS
  8. ฐานข้อมูลเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Collection) โครงการ ThaiLIS
  9. ฐานข้อมูลทดลองใช้
  10. แบบประเมินการใช้ฐานข้อมูล





ถ้าจะค้นงานที่ตีพิมพ์ในไทยลองใช้ ThaiLIS ข้อ 7,8
ค้นหาสิ่งตีพิมพ์ของวารสารนานาชาติด้านการวิจัยที่ ม.สมัคร และจ่ายตัง เราสามารถโหลดไฟล์มาได้ซึ่งถ้าตามปกติจะต้องจ่ายตัง ข้อ 1,3,4
ส่วนข้ออื่นลองดูเอาเอง

สุดท้ายเป็น "Research Tool" อยู่ในเมนูทางซ้าย
  1. ตรวจสอบรายชื่อวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (A-Z)
  2. แหล่งจัดเก็บวารสารในประเทศไทย ( Journal Link )
  3. ชื่อย่อวารสาร (Journal Abbreviation)
  4. Journal Impact Factor
  5. Endnote Web
  6. โปรแกรม VPN
จะขออธิบายสองสามข้อที่มีลายอะเอียดน่าสนใจ
  1. ข้อสอง(Journal Link) เป็นการค้นหาวารสารที่ม.และหน่วยงานที่อื่นได้ subscribe ไว้แต่มก.ไม่ได้ ก็สามารถสืบค้นและร้องขอสำเนา ได้ในรูปแบบต่างๆแล้วแต่ละทีจะมีให้ ซึ่งจำเป็นต้องเสียค่าทำเนียมโดยคิดเป็นบทความๆไป ซึ่งเราต้องไปติดต่อซื้อเป็น PIN code มาก่อน
    ในกรณีที่จะสืบค้นก่อนสามารถทำได้โดยกดลิงค์ ซึ่งเป็นรูป (เหมือนเป็นแค่โลโก้)
    http://www.journallink.or.th/index.asp
  2. ข้อที่ห้า (Endnote Web ) เป็นเว็บแอปใช้จัดการแหล่งอ้างอิงค์และเปเปอร์ในการทำงานวิจัย สมัครฟรี
  3. ข้อที่หก (โปรแกรม VPN) ใช้เพื่อต่อเข้ามาจากภายนอกม.เพื่อใช้วง IP เกษตรทำให้สามารถโหลดวารสารจากข้างนอกได้(ต้องมี account นิสิต)
นอกจากที่ได้เล่ามาแล้วยังมีทรัพยากรณ์และบริการอื่นๆให้ใช้อีกมากพอสมควร อย่างเช่น เรื่องการแนะนำหนังสือเข้าห้องสมุดซึ่งจะมีช่วงที่เปิดให้ช่วยการแนะนำเพื่อเอาไปพิจารณา และวารสารเก่าๆที่ไม่มีรูปแบบดิจิตัลให้โหลดกัน หรือที่โหลดมาไม่ชัดบางทีมาขอถ่ายสำเนาจากที่ห้องสมุดได้ด้วย(มีบางส่วน)

เวลาผมไปห้องสมุดก็มักแวะไปดูตามชั้นในโซนที่สนใจ และหาหนังสือใหม่ๆหรือชื่อเรื่องน่าสนใจมาเปิดอ่านเล่นบ้าง นอกจากการค้นหาอย่างเดียว

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Buzzword

"This is Buzzword, the new web-based, highly collaborative word processor "

ช่วงที่เตรียมพรีเซนต์งาน comkucamb มีโอกาสได้ใช้ งานแอปพลิเคชันแนวช่วยกันทำช่วยกันเขียน
ซึ่งตอนนั้นใช้ ิgobby ซึงก็เวิร์คที่เดียว

buzzword ตัวนี้เป็นอีกตัวหนึ่ง ของเจ้าพ่อ adobe ใช้ฟรี ลองเล่นกันดู

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ศาสตรเมธาจารย์คนแรกของประเทศไทย


ศาสตราจารย์ ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล คณะวิทยาศาสตร์ ได้รับการยกย่องจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้เป็น ศาสตรเมธาจารย์ สวทช. ประจำปี 2552 (2009 NSTDA Chair Professor) คนแรกของประเทศไทย พร้อม รับทุน 20 ล้านบาท เพื่อทำวิจัยโครงการเรื่อง “การออกแบบและการผลิตวัสดุนาโนที่เป็นประโยชน์อย่างสูงต่ออุตสาหกรรม” ซึ่งผลของการวิจัยหวังช่วยลดการเสียดุลอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมีกว่า 800 ล้านบาทต่อปี


ศาสตราจารย์ ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล นับเป็นผู้ที่บุกเบิกงานวิจัยด้านการออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยา และวัสดุที่มีโครงสร้างระดับนาโนเมตรมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา และเป็นผู้ที่ก่อตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยี มก. จนพัฒนาเป็นหนึ่งในศูนย์เครือข่ายความเป็นเลิศของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่ง ชาติ (สวทช.) และยังได้รับรางวัลทางด้านการวิจัยมากมายหลายรางวัล อาทิ นักวิจัยยอดเยี่ยมของเมธีวิจัย สกว. นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเคมี ปี 2541 เมธีวิจัยอาวุโส ปี 2545 และ 2548 จาก สกว. นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น
ปี 2546 Outstanding Research Awards ปี 2549 จากอเมริกา ฯลฯ

สำหรับทุน NSTDA Chair Professor ที่ได้รับเพื่อทำวิจัยด้านวัสดุนาโนนี้ มีระยะเวลาการทำวิจัย 5 ปี โดยมีนักวิจัยที่มาจากคณะต่าง ๆ ใน มก. คือ คณะวิทยาศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมเป็นทีมคณะวิจัย ทั้งนี้คาดหวังว่า ผลงานวิจัยที่ได้จะมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงสาธารณ ประโยชน์ แก่ประเทศชาติได้เป็นอย่างมากต่อไป

* ข่าวจาก www.ku.ac.th

Chaos Filter and Robot Navigation

ผู้บริหาร ผู้คิดโครงการ ผู้ปฏิบัติ ผู้รับผล

ถนนชูชาติกำภูเป็นถนนสายหนึ่งในม.เกษตร และถือเป็นถนนสายสำคัญที่สุดสายหนึ่ง
เหตุผลก็คือเป็นถนนเส้นที่ผ่านคณะต่างๆมากกว่า 80% ของม. (บริหาร วิศว วิทยา มนุษย์ สังคม เกษตร อก ศึกษา )
รวมถึง ศร ต่างๆ

ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับถนนสายนี้
อย่างแรกคือที่จอดรถบริเวณหน้าคณะวิทยา วิศว บริหารถูกเปลี่ยนเป็นทางเดิน
ตอนแลกๆผมก็นึกด่าผู้บริหารอยู่ในใจ ว่ามึงจะทำทางเดินเพิ่มหาอะไร จะเปิดแผงลอยเพิ่มหรือ
ด้วยความที่เป็นถนนสองเลนอยู่แล้วเมื่อสร้างทางเดินจึงไม่สามารถจอดรถได้อีกต่อไป

มาช่วงเปิดเทอมผมจึงได้รู้ว่าจริงๆแล้วโครงการนี้เป็นแผนอั้นแยบยลเพื่อที่จะลดปริมาณการใช้รถยนต์ในการเดินทางของมหาลัย
โดยวันหนึ่งผมก็พบว่า ผมยืนอยู่บนเลนจักรยานที่มีเสากั้นเป็นแนวเพื่อกันรถยนจากเลนที่เหลืออีกเลนหนึ่ง

ข้อติที่เห็นชัดอย่างนึงระหว่างดำเนินการสร้างและปรับปรุงเส้นทางคืิอ การติดเสากันตรงกลางระหว่างเลน
บริเวณหน้าคณะเกษตรมีอีกโครงการ กำลังใช้รถตักทำงานอยู่ โครงการนี้ก็ดันไปปักเสาอัดตูดรถตักไว้ - -"
ทางบ.ที่กำลังใช้รถตักอยู่ก็คงรู้สึกงง ก็เลยไม่สนใจกับแค่เสาพลาสติก กูทับแบนไปก็ได้วะดันมาตั้งขวางทางกู
คำถามที่หนึ่งจึงเกิดขึ้น "ใครรับผิดชอบความเสียหาย"

ด้วยการรถทีจอด+รถช่องทางการเดินรถ(เดินรถช่องเดียวเป็นวันเวย์) ย่อมสร้างความลำบากให้กับคนใช้รถ และยังต้องคอยตามรถตะลัย(รถประจำทางในม.) ซึ่งผมก็เปลี่ยนมารู้ชื่นชมกับความกล้าในการตัดสินใจดำเนินโครงการนี้ (เป็นโครงการที่แข็งแกร่ง)

และ่เมื่อเริ่มเปิดโครงการวันสองวันที่ผ่านมา นิสิตผู้ใช้ถนนดังกล่าวทั้งพวกที่ใช้รถ และใช้รถตะลัยก็ต้องบ่นกับปัญหารถติด
อีกทั้งการจัดทางเดินรถใหม่ทำให้ระยะทางการเดินของผู้ใช้รถตะลัยมากขึ้น

คนที่ยิ้มได้คงเป็นคนใช้รถจักยานที่มีทางส่วนบุคคลวิ่งได้สบาย
แต่นั้นไม่ใช่ความเป็นจริงนัก ปัญหาของคนใช้รถจักยานตั้งแต่เก่าก่อนแล้วก็คือเรื่องการจอดรถ เรื่องการลักขโมย
ที่จอดที่มียามมีอยู่สองแห่งคือประตูงาม1 และประตูพระหล ซึ่งในช่วงเร่งด่วนการเบิกและการฝากรถนั้นก็จำเป็นต้องรอคิวกันนานไม่สะดวก และบางครั้งที่จอดก็เต็ม

ผู้หญิงที่จะขี่จักยานได้คงต้องหาแฟนมาเป็นคนขับรถให้เนื่องจากเครื่องแต่งกายไม่เอื่ออำนวย

จากเรื่องราวที่เล่ามาผมก็ขอตั้งข้อสังเกตุว่า โดยทั่วไปโครงการต่างๆที่แข่งแกร่งในลักษณะคล้ายๆกันนี้(สร้างความเปลี่ยนแปลง) ก็คงเจอปัญหาในลักษณะเดียวกัน
สาเหตุอาจไล่ได้จาก
- ความรัดกุมในตัดสินของผู้บริหาร
- ความคิดและการวิเคราะห์ของผู้คิดโครงการ รวมถึงการคำนึงผลที่จะตามมา ความพร้อมและอื่นอีกมากมาย
- ปัญหาระหว่างการปฏิบัติงานของคนในระดับล่างๆลงมา
- ปัญหาการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบ และการปรับตัวให้เข้าได้กับระบบใหม่ ก่อนที่จะปฏิเสธ
ระบบเช่นใดกันที่จะบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผมหวังว่าเมื่อเจอปัญหาก็ควรจะมีความพยายามที่จะแก้ไข
อย่างน้อยก็ขอแค่ความพยายามก็พอ

อย่างไรก็ตามเมื่อคืนผมได้ขี่จักยานของผมไปตามถนนเส้นนี้ ผมก็รู้สึกเปลี่ยนใจอีกครั้ง แสงสว่างจากหลอดไฟทั้งสองฝั่งของถนน สว่างโหล่โดยแทบจะมีเสาร์ไฟทุกๆ 5 เมตร เรื่องการส่งเสริมการลดใช้พลังงานเป็นอันตกไป ดูเหมือนจะติดเวอร์เกินความจำเป็น เสากั้นตอนนี้หักล่มลงคาพื้นมากกว่า 30 % คราวนี้ไม่น่าจะมาจากรถตัก เมื่อดูถนนเส้นอื่นที่มีการวางกวยกันให้จักรยานก็น่าจะเพียงพอ ต่อการใช้งาน การวางเสาลักษณะนี้จึงเป็นเรื่องของการใช้งบที่ฟุ่มเฟือยไป

ดูๆไปก็ชวนให้คิดถึงเรื่องโกงกินผลประโยชน์เสียจริงๆ

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

firefox + firegestures = gesture popup dictionary

ลง FireGestures addon
option
เพิ่ม new script
text = FireGestures.getSelectedText()
dic_service ="http://dictionary.reference.com/browse/" + text
gBrowser.loadOneTab(dic_service, null, null, null, false, false);
กำหนด gesture

usage : Select text then use the newly edit gesture.
* อาจใช้ service ของที่อื่นเช่น longdu ก็ได้ แต่ผมชอบผลเยอะๆ+มีเสียงด้วย

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปัญหา กลายเป็นตัวเราเอง

วันนี้เดินผ่านไปบาร์ใหม่ เจอรถจักยานที่ว่าหายไปจอดอยู่ ตอนแรกก็ดีใจจะได้จับคนขโมยด้วย
แต่ปรากฏว่ามันยังล็อคไว้ดีอยู่ด้วยกุญแจที่ผมมี

อืม เป็นเพราะเราสะเพร่าเองสินะ อนาดกว่าเก่าอีก....

new 3D Video Stabilization

penguin robot and flexible arm

รีบไปเที่ยวกรีนแลนด์กัน

โฮ่ๆๆๆๆ

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จะช่วยลดการใช้พลังงานเสียหน่อย แต่ก็ยังมีปัญหาคลาสสิกที่แก้ไม่ตก

อนาดครับ รถจักยานหายเป็นคันที่ 4
คราวนี้ใช้ได้ 3 วัน รถเก่า่สายพาน
หายหน้าตึกคอมเลย ล็อกไว้อย่างดี มีเพื่อนคันที่ดูดีกว่าอยู่ข้างๆด้วย

อนาดๆๆ.....

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

congratulation skuba

ไม่น่าเชื่อว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของประวัติอันยาวนานของคนรักหุ่นยนต์ที่เกษตรจริงๆ

เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องราวที่ผมอยากจะเขียนเพื่อบอกไว้ถึงแง่มุมนึงซึ่งผมว่ามีค่ามาก
เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์

เมื่อมองกลับไปซักปี 2546

ในตอนเข้ามาเป็นนิศิษใหม่คณะวิศวเกษตรในยุคนั้น การรับน้องก็มีการแนะนำชมรมที่เปิดและขึ้นตรงอยู่ในคณะวิศวะให้แก่เด็กใหม่
ชุมนุนที่มีชื่อเสียงด้านผลงาน และโดนใจนิศิษใหม่เหล่านี้กลุ่มหนึ่งก็คือชมรมโรบอท (อ.ปัญญาเป็นผู้ดูแล สมาชิกส่วนใหญ่เป็นนิศิษภาคไฟ)
พวกเราก็สมัครเป็นสมาชิกชมรมโรบอท โดยระบบในชมรมคือรุ่นพี่สอนรุ่นน้อง
พวกผมน้องใหม่ปีหนึ่งก็ไปเรียนตามที่รุ่นพี่นัดสอนในแต่ละอาทิตย์ โดยเราก็ได้เรียนเกี่ยวกับอเล็กโทรนิคเบื่องต้น

เหตุการหนึ่งที่คิดว่าคงจะเกิดขึ้นทุกๆปี ในชมรมนี้ก็คือ
คลิปวีดีโอการแข่งขัน robocup soccer ที่ใช้หลอกน้องเด็กใหม่่ในชมรมโรบอท(จำได้ว่าพี่เจมเป็นคนเปิดให้ดู)
ในวีดีโอมีหุ่นยนต์ ตัวเล็กๆขนาดเท่ากระป้องสีแต่ละฝั่งมีหุ่นห้าตัว สนามขนาดซักสองโต็ะปิงปอง รอบๆมีกำแพงกันไว้
บนหัวหุ่นยนต์มีสีๆติด บางทีมเป็นลูกปิงปองทาสี บางทีมเป็นกระดาษสีติดกับบนหัวหุ่น มีเสาอากาศโพล่ๆมาจากหัว
และข้างๆสนามก็มีโต็ะวางคอมของผู้จัดการทีมและกองเชีย ซึ่งคอยรุ่นการทำงานของลูกทีมบนสนาม

ในตอนนั้นทำให้ผมรู้ว่าเกษตรก็ทำทีมส่งแข่งในประเทศกันมา 2-3 ปีแล้ว (ในตอนนั้นก็เกือบ10ปี)

นั้นเป็นจุดเริ่มต้นและเหตุผลสำคัญที่ทำให้กลุ่มเด็กภาคคอมกลุ่มหนึ่ง(ปี 1 ตอนนั้นมีกว่าสิบคน)ตัดสินใจตั้งทีมขึ้นกันเองร่วมกับเพื่อนๆภาคไฟหน้าใหม่ในชุนนุม เพื่อสร้างหุ่นยนต์อัตโนมัติ ที่สามารถแข่งฟุตบอลกันได้เหมือนคนเล่นฟุตบอลกันจริงๆ
ในขณะเดียวกันกับรุ่นพี่ปี4ภาคไฟฟ้า อีก 2คนที่นั่งตัดอคริลิค เพื่อสร้างหุ่นยนต์ทำทีมไปแข่ง Thailand robocup soccer
และใช้เป็นโปรเจ็คจบ (เทคโนโลยีขณะนั้นคือกล่องวงจอนปิดอย่างห่วย + อคิลิค + สปริง + เซอร์โวมอเตอร์สองตัว + วงจรรถบังคับ)
หุ่นในปีนั้นยังมีเก็บไว้จนปัจจุบัน ในปีนั้นทีมเด็กใหม่กำลังฟิตแต่ขาดประสบการณ์และความรู้ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และทีมของรุ่นพี่ซึ่งปีนั้นไม่ค่อยเวิร์คนัก

ในปีถัดมาทีมเด็ก(เรียกย่อๆ ตอนนั้นเท่าที่จำได้มี นิก ไก่ อู้ โน้ต จอน ผม ที่เหลืออยู่)ก็ยังไม่ได้เลิกความพยายาม เราได้ข่าวเกี่ยวกับอาจารย์ที่พึ่งจบและเคยทำงานเกี่ยวกับโรโบติกมา อาศัยอยู่ในภาคคอมอยู่นึงคน จนในที่สุดได้ขอให้ อ.ยอดเยี่ยมมาเป็นที่ปรึกษาให้ ในขณะเดียวกันตอนนั้นก็ชักชวนหารุ่นน้องได้อีกสองคน จากไฟฟ้า(น้องราม)และอยากเข้าการบิน(น้องหนุ่ย) มาช่วยงานในด้านไฟฟ้าอิเลคทรอนิค และออกแบบส่วนเมคคานิค

เราเริ่มมีการติดต่อกับรุ่นพี่ปี4ในชุมนุมโรบอทที่ในปีนี้ก็มีทีมอีกเช่นเคย คราวนี้แพคสามคน(พี่แรม พี่โอ และพี่ปอ) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โปรเจคนี้มีการร่วมมือระหว่างเด็กคอมกับเด็กไฟฟ้า(มีพี่ปอเป็นเด็กคอม เขียนโปรแกรมในการสั่งการ) ซึ่งพวกเราก็ได้คุยและขอคำแนะนำจากรุ่นพี่เพื่อสร้างทีมของเราขึ้นมา สิ้นปีนั้น ทีมของรุ่นพี่(scuba) ทีมดำน้ำของเกษตรสามารถยิงแชมป์ตลอดการอย่างจุฬาได้ถึงหนึ่งลูก โดยใช้นวัตกรรมใหม่จากต่างประเทศ นั้นคืิอลูกการยิงลูกโด้ง แต่ความน่าอนาดก็คือเอไอทำได้ดีที่สุดคือจับเวลาวิ่งไปข้างหน้าแล้วหลับหูหลับตายิงโด่งไป(สาเหตุก็คือปัญหาด้านvision)

ส่วนทีมเด็กๆ ได้หุ่นจากเศษอลูมเนียมตัวแรก(น้องหนุ่ย) + วงจรขับมอเตอร์(น้องราม) + โปรแกรมวิสชัีัน(vision) เพื่อแกะตัวเลข 1-5 บนหัวหุ่นจากภาพนิ่ง(ไก่ นิก) + ศึกษา path tracking algorithm(ผม) + สิมมูเลเตอร์(simulator วาดรูปโดยใช้ openGL) กับคำนวน s = vt (อู่)+ (A* path planer, potential field path planer)(จอน) + โครงสร้างระบบ AI นิดหน่อย (โน้ต) โดยใช้แล็ป 808 เป็นฐานปัญชาการ และมีอ.ยอดช่วยสอน basic control ให้และ คอยguild และคอยตามงาน

ปี2548 ปีนี้ พี่โอกับพี่แรมผู้มีประสบการณ์ได้ตัดสินใจต่อป.โท ที่ภาคคอมโดยพี่โอเป็นผู้ออกแบบหุ่นในปีที่แล้ว และพี่แรมผู้เป็นคนเขียนโปรแกรมวิสชั่นจากภาษา Delphi ทำให้โครงสร้างทีมเปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ทำอยู่ในภาคคอมทั้งหมดโดยมี อ.ยอดเป็นที่ปรึกษาหลักของทีม ในปีนี้้เราได้โค้ดจากรุ่นพี่ และตัวรุ่นพี่มาเป็นมรดกของทีม

การเริ่มงานจากการศึกษางานของรุ่นพี่ + เปเปอร์ของทีมแชมป์ในสมัยที่ผ่านมา แล้วแบ่งหน้าที่กันทำในที่สุดปีนั้นเราผ่านรอบคัดเลือกมาได้ แต่ไม่ได้ตำแหน่งอะไรมาเลย นอกจากประสบการและความเหนื่อยสุดๆจากการทำงานแล้วไม่เสร็จเสียที + หุ่นรุ่นใหม่อีกหนึ่งตัว (เป็นตัวแรกที่มีการใช้ CNC ในการทำชิ้นส่วน จ่ายตังบาน) และที่สำคัญคือชื่อทีมหลังการเปลี่ยนสังกัดมาเป็น SKUBA

เราเริ่มรู้ว่าการสร้างทีมนั้นจำเป้นต้องมีความรู้พื้นฐานอย่างมาก และใช้็ของที่ไม่รู้อีกมาก มีงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ ( ประสิทธิภาพของกล้อง การออกแบบหุ่น และอิเลกทรอนิกบนหุ่น)

ปีถัดมาในปี2549 ปีนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่อีกครั้ง
คือเราได้รุ่นน้องที่สุดยอดมาหลายคน คือไ้อ้ดิว(ปี2 ภาคไฟฟ้า)และไอ้บึก(ม6) (ใช้ทรัพยากรเด็ก jstp ) น้องเป้ น้องอาร์ม(เด็กปี3)
แต่ทรัำพยากรณ์ที่หายไปเพราะเลิกทำก็มีหลายคนจนในปีนั้น สมาชิกในทีมที่เหลือคือ พี่โอ จอน ผม
ส่วนหลักที่ทำให้ระบบในทีมเปลี่ยน มาจากพี่โอโดยเริ่มจากการเขียนvisionใหม่ในเวอร์ชั่นที่เป็น C และแก้ความห่วยของระบบ vision
เก่าได้เป้นอย่างมาก (เช่น bug socket ที่ทำให้ส่งข้อมูลได้ 5fps เป็นต้น) ส่วนโครงโปรแกรมสั่่งการนั้น มีจอนและผมเป็นมือหลัก และมีเป้กับอาร์มเป็นลูกมือ

เราหา sponsor ได้มากพอสมควร ในปีนั้นต้องขอกล่าวถึงรุ่นพี่สมาคมศิษเก่าวิศวเกษตร พวกเราบากหน้าขออนุญาติไปพรีเซ็นต์ขอเงินกลางที่ประชุม ซึ่งทางสมาคมก็ให้มาจำนวนหนึ่ง(10% ของที่ขอ) แต่ทีเด็ดคือรุ่นๆพี่หลายคนยอมควักกระเป๋าตัวเองบอกจำนวนเงินกันออกมาเลย (รวมแล้วมากพอควร) ตอนนั้นผมคิดถึง s ใน sotus มาทันที คือ seniority และ spirit เป็นประสบการณ์ที่ผมได้วันนั้น ไม่ใช้เพราะมีคนให้เงินแต่พวกเขาซื้อใจผมได้ต่างหาก

เราตัดสินใจซื้อกล้องใหม่ ร่วมถึงพยายามออกแบบเมคคานิคใหม่ ภายในงบที่มี
ในปีนั้นผมก็ยังประสบปัญหาเดิมคือ งานไม่เสร็จจนถึงวันแข่ง
ผลการแข่งขันเราได้อันดับสามมา พอเป็นกำลังใจ และตอบแทนสปอนเซอร์ได้บ้าง
แต่ผลที่เด่นชัดคือระบบเสถียรกว่าเก่ามาก ทั้งvision ทั้งหุ่นและai พูดง่ายๆคือเล่นเป็นฟุตบอลได้ปีแรก
และต้องขอบคุณทางทีมจุฬาที่ให้ข้อมูล คำปรึกษาและแข่งซ่อมด้วยก่อนการแข่งจริง ตอนนั้นผลเละมากเทียบกันๆไม่ติดเรายังไม่เวิร์คเลย

เราส่งวีดีโอคัดเลือก world robocup ไปและผ่านการคัดเลือกแต่เนื่องจากเราไม่ได้อันดับ 1 2 ในการแข็งในประเทศจึงไม่มีเงินสนับสนุน แต่ก็เป็นการตัดสินใจอย่างบ้ามากทีเดียวที่เราตัดสินใจไป world robocup ที่ Bremen (Germany) เพื่อร่วมเข้าแข่งขันตอนนั้น ออกกันคนละ4หมื่นไปกันแค่ 4 คน พี่โอ จอน ผม ดิว หิ้วของกันไป

เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเมืองนอกเป็นครั้งนึงในชีวิตจริงที่ได้ทำอะไรแบบนั้น แต่ละคนคนข้าวของตัวเองและแบกกระเป๋ารุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์ไปด้วย(หอบไปถึงสามเครืองไม่รวมโน้ตบุค) ปีนี้ SSL มีทีมไทยไปกันถึงสามทีม ทีมจากสมาคม pz ,revenger และไปกันเอง skuba

คราวนี้เราเตรียมตัวมาได้ค่อนข้างดีกว่าเดิมเพราะตัดสินใจมากันเอง
ที่เสียดายคือทีมรุ่นเก๋าอย่าง bigred(cornell) และ fufighter(fu germany) ตกลงกันว่าจะไม่ร่วมแข่งเพื่อเปิดโอกาสให้ทีมใหม่ แต่ยังดีที่ fufighter เหมือนรักษาความเป็นประเทศเจ้าภาพ เลยเปลี่ยนมาแข่งด้วย
ส่วนทีมม้ามืดในปีนั้น CMDragon (cmu) ก็กลับมาแข่งอีกครึ่งในปีนี้

หลังจากกลับมาเราตกรอบไม่ได้รางวัลอะไรกลับมา แต่ประสบการณ์นั้น ส่วนตัวผมคิดว่าก็คุ่มอยู่ ไม่ว่าจะทำให้ได้สนิทสนมกับทั้งทีมจุฬาและบางมดแล้ว(ธรรมดาของการแข่งกีฬา) เราได้พูดคุยกับทีมชั่นนำ(ทั้งระดับดร. และรุ่นเพื่อน) และการทำงานที่ไม่เคยเห็นจากการแข่งในไทย เราได้รู้เทคนิคหลลายอย่างเพิ่มเติม ผมมีโอกาสได้ไปฟังงานสัมมนาเล็กๆในงาน(เพื่อนำเสนอผลงานทางวิชาการ) ได้เห็นโปสเตอร์ของทีมอื่นที่ไปนำเสนอผลการศึกษา ผมได้ไปเที่ยวไกลถึงยุโรปเป็นครั้งแรก และทีมของเราก็มีการเตรียมตัวและพัฒนาขึ้นอีกก่อนจะไปแข่ง(ธรรมดาของการแข่งขัน) แต่ข้อเสียคือเสียตัง

ผลของการตัดสินใจในครั้งนั้นทำให้มุมมองของปัญหาการพัฒนาชัดเจนขึ้น เรารู้ว่าทีมอื่นๆทำอะไรมาเพิ่มเติมในปีนั้น และมีปัญหาอะไรสำคัญที่เป็นเรื่องที่ต้องแก้

ปีต่อมาผมจบการศึกษาแต่ก็ต่อโททันทีที่ภาควิชา
ปีนี้ก็มีการพัฒนาอย่างมากอีกเช่นกัน เช่นน้องบึกขึ้นปี 1 เราได้คนจากภาคอื่นมาเพิ่ม มีน้องวอร์ม(EMME) น้องเล็ก(เครื่องกล) มีน้องเอิน(การบิน) มาช่วยอีกสามคน หัวหน้าทีมการพัฒนาในคราวนี้เป็นดิว อยู่ปี3 ส่วนคนเขียนโปรแกรมหลักจะเป็นพี่โอซึ่งยกโครงเอไอใหม่ และมีลูกมือคือน้องภาคคอมอีก 3 คน เมียว ทาโร่ นิว ปี3 เป้และอาร์ม ปี4 ส่วนผมช่วยอยู่ห่างๆเพราะกลัวจะยืดเหมือนพี่โอ ส่วนไอ้จอนกำลังจะไปต่อที่เยอรมัน มี อ.พึ่งจบและตรงสาขามาช่วยอีกคน
โดยพวกเราก็ไปจีบมาจนได้คือ อ.ต้น(อ.ภาคไฟฟ้าหนุ่มไฟแรง)

ทำให้ทีมในตอนนี้มีการรวมกลุ่มจากเด็กถึง 5 ภาควิชา ระบบการทำงานของทีมเริ่มชัดเจนขึ้น มีการใช้เวอร์ชั่นคอนโทรลในการจัดการโค้ด และdesign document เป็นเวอร์ชัน มีการแบ่งฝ่ายรับผิดชอบได้เด่นชัดขึ้นเนื่องจากมาสมาชิกหลากหลาย แต่ละคนจับปัญหาของส่วนตัวเอง และมีการตั้งหมายที่เป็นรูปธรรมมากกว่าเก่า

ปีนั้นเกษตรเป็นเจ้าภาพจัดแข่งในประเทศ ต้องขอบคุณทีมงานของอ.ปัญญาที่ดูแลงานการแข่งในประเทศได้อย่างดี
ผลการแข่งขันในประเทศเราแพ้จุฬา ได้ที่2 แต่ก็พอสู่ได้ไม่ขาดและสามารถทำประตูทีมจุฬาได้ และมีทีมไข่นุ้ยจามม.สงขลาเป็นทีมที่น่าชื่นชมคือได้ที่สามและยังเป็นทีมที่ทำหุ่น low cost ได้ออกมามีประสิทธิภาพดี ระบบเสถียร(ถ้าปีนั้นไข่นุ้ยทำหุ่นยิงเลียดได้ทุกตัวอาจได้ตำแหน่งที่สอง) จึงได้รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมไปครองอีกรางวัล
world robocup 2007 ปีนั้นไปจัดไกลถึงอเมริกาทำให้ทีมเราตัดสินใจไม่ร่วมแข่งขัน ส่วนทีมจุฬาประสบความจำเร็จคว้าตำแหน่งที่2 โลกมาครองเป็นประวัติศาสตร์ของวงการ SSL บ้านเรา

ปีต่อมาปี2551
ทีมเกษตรยังทำงานกันต่อไปโดยดึงรุ่นน้องมาเพิ่มอีกสองคนคือ ได้น้องบี น้องมิน(ตัวเกรงจากภาคไฟฟ้า) ทีมเอไอเป็นชุดเดิม
การแข่งในประเทศ ผลออกมาเหมือนปีก่อนที่ 1 2 3
ส่วน world robocup 2008 นั้นจัดที่จีน ทำให้ทั้งสามทีม 1 2 3 ของไทยหาเงินได้พอและเข้าร่วมทั้งสามทีม(SSL)
งานนี้ผมไม่ได้ไปด้วย เลยเล่าอะไรไม่ได้มากแต่ที่ฟังจากสมาชิกในทีม ก็มีเรื่องราวมากมายเหมือนเช่นเคย
ทีมจุฬาแข่งได้สมน้ำสมเนื้อกับแชมป์เก่าสองปีซ้อนและคว้าแชมป์โลกในSSL ส่วน Skuba สามารถคว้าที่ 3 มาได้
เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จในระดับนานาชาติของทีม ต้องขอบคุณสปอเซอร์ในปีนั้นด้วย

แล้วก็มาถึงปัจจุบันปี2552 โดยการนำทีมของไอ้บึก(ปี3) สมาชิกรุ่นเก่าและสมาชิกรุ่นใหม่ ในที่สุดจากความฝัน ณ จุดเริ่มต้น จนมาสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์โลกมาได้ ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้เลย อาจเป็นเพราะที่โชคส่วนหนึ่งที่ CMDragon นั้นไม่ค่อยเวิร์ค แต่ ดูจากการเล่นของทีมเรา และรางวัลอีกสองรางวัลที่ได้มาแล้ว ก็ต้องบอกว่า SKUBA เป็นทีมระดับโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัย ต้องขอชื้นชมน้องๆสมาชิกในทีม และพี่โอผู้ที่หมกตัวอยู่ใน ม. และผลักดันทีมจนมาถึงจุดนี้ได้ ต้องขอบอกว่าสุดยอดจริงๆ
รวมทั้งขอบคุณผู้สนับสนุนใจดีของเราใจในปีนี้ที่ทำทีมSKUBA ได้ไปสร้างชื่อเสียงไกลถึงกราซ ประเทศออสเตรีย

สำหรับหลายๆคนที่มองการพัฒนาหุ่นยนต์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ยังไม่ค่อยถูกทางสำหรับประเทศเรา
ผมขอยกคำพูดของประธานซีเกทประเทศไทยที่เคยกล่าวไว้ในการจัดแข่งในประเทศสมัยหนึ่งซึ่งผมชอบมาก ที่กล่าวว่าที่บ.สนับสนุนการแข่งในหลีกนี้เพราะเป็นกลไกและสนามฝึกสำคัญที่ใช้ฝึกวิศวกร ต้องใช้ทั้งทีมเวิร์ค ต้องการการศึกษาเทคโนโลยีใหม่การปรับใช้ และใช้หลักวิชาการอย่างครบทั่ว รวมถึงการแก้ปัญหาระหว่างการพัฒนาและระหว่างการแข็งขัน ถึงแม้ผลลัพธ์ไม่ได้ออกมาเป็นเม็ดเงินตรงๆ แต่ก็มีส่วนช่วยสร้างบุคครากลที่มีความคิดความสามารถ อย่างน้อยก็ในเชิงการวิจัยด้านเทคโนโลยี(ไม่ใช่เฉพาะสาขาหุ่นยนต์อย่างเดียว)

โดยลักษณะของการแข่งขันrobocup soccer ไม่ได้มีแต่เชิงวิชาการและการเชิงปฏิบัติอย่างเดียว แต่ยังให้ความสุขสนานแกผู้ดูและทำ
มีการแบ่งลีคเพื่อแยกเป้าหมายการพัฒนา และระดับความยาก เพื่อท้าทายกลุ่มผู้เข้าร่วมในหลายระดับต้องแต่ระดับโรงเรียน มหาลัยตรีโปเอก หรือหลังจบมหาลัย เทคโนโลยีหลักที่ได้จากการแข่งขันตรงๆคือ computer vision , robotic and control และ AI โดยเน้นด้าน real time processing

ด้วยลักษณะเด่นนี้ ทำให้มีีเด็กป.ตรี กลุ่มนึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะพยายามนั่งอ่านและศึกษางานที่เรียกได้ว่างานระดับป.โท ป.เอกทำกันออกมา ให้เข้าใจด้วยตัวของพวกเขาเองโดยไม่มีใครมาบังคับให้ทำ หรือไม่ได้หวังถึงเงินรางวัลจากการแข่งขันเป็นประเด็นหลัก (การแข่ง word robocup ไม่มีรางวัลเป็นเงินหรือสิ่งของ) อีกทั้งยังสามารถต่อยอดจนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้เอง และเผยแผร่แก่สาธารณ จนได้รับเสียงชื่นชมจากทีมอื่น ถึงแม้ในขณะนี้จะยังไม่ประสบความสำเร็จในการตีพิมพ์ระดับสากล แต่ด้วยสภาพในปัจจุบันนั้นต้องถือว่ามีความพร้อมที่จะทำให้เด็กใหม่ ตั้งปัญหาและัพัฒนานวัตกรรมใหม่ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมไม่คิดว่าการสนับสนุนการแข่นขันในประเภทนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย หรือน่าเสียดายเงินแต่อย่างใด
ซึ่งจริงๆแล้วงานในสาขาวิศวกรรมก็มีปัจจัยเรื่องลดค่าต้นทุน มาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่ในจุดเริ่มนั้นงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและวิจัย เป็นสิ่งสำคัญมากๆ จริงๆผมอยากให้ผู้ใหญ่ทบทวนเรื่องการสนับสนุนให้ดี ไม่ใช้ต้องรอจนมีผลงานออกมาก่อนแล้วค่อยมาสนับสนุน ไม่เช่นนั้นแล้วอย่าหวังเลยว่าจะคิดของขายได้ในหลักล้าน ถ้าต้นทุนอยู่ในหลักพันหรือขาดการใส่ใจและการสนับสนุนในด้านอื่นๆ

* หมายเหตุงานนี้ไม่ได้ทำเป็นโปรเจคจบของสมาชิกปี4ในทีมตั้งแต่รุ่นพี่โอเป็นต้นมา สมาชิกทำโปรเจคปี4เป็นส่วนตัว
* ปีที่ robocup ไปแข่งกัน atlantar (america) ปีนี้จำไม่ค่อยได้เพราะเรียนยุ่งๆอยู่เลยไม่ได้ติดตามนัก